หน้าแรก สุขภาพ 5 วิธีบริหารดวงตา คลายล้า ลดปวด

5 วิธีบริหารดวงตา คลายล้า ลดปวด

333
แบ่งปัน

เพราะว่าดวงตานั้นเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เราควรทะนุถนอมและดูแลเป็นอย่างดี การดูแลดวงตาที่ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่การใช้งานดวงตาหนักๆ แล้วค่อยมาหาวิธีผ่อนคลาย แต่ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานดวงตาในแต่ละวัน จากหนักให้เบาลง เพื่อยืดคุณภาพของดวงตาให้อยู่กับเราไปนานๆ

1. ประคบดวงตาด้วยฝ่ามือ: ท่าแรกเริ่มกันง่ายๆ ในขณะที่คุณนั่งทำงานอยู่ แล้วรู้สึกล้าสายตาขึ้นมาให้ถูฝ่ามือทั้งสองข้างพอให้เกิดความร้อนหน่อยๆ จากนั้นหลับตา แล้วทำมือเป็นรูปทรงคล้ายถ้วย มาประคบดวงตาทั้งสองข้างทิ้งไว้สักครู่ ให้ไออุ่นจากฝ่ามือคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาที่เครียดเกร็งจากการเพ่งจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ

2. กะพริบตาทุก 4 วินาที: สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกเพลียสายตา และทำให้ตาแห้งแสบก็เป็นเพราะเราไม่ยอมกะพริบตานั่นเอง ยิ่งในขณะที่ใช้สมาธิทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะลืมกะพริบตาโดยไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตาแห้ง จนต้องเพ่งสายตาทำงานมากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่าควรกะพริบตาทุกๆ 4 วินาที

3. กลอกตาทุกๆ ชั่วโมง: อีกท่าบริหารสายตาง่ายๆ เพียงแค่หลับตา แล้วกลอกตาเป็นวงกลมประมาณ 1 นาทีเป็นอย่างต่ำ นอกจากจะเป็นการพักเบรกสายตาจากแสงและรังสีของคอมพิวเตอร์แล้ว ท่าบริหารท่านี้ยังเหมือนการนวดดวงตาให้คลายความเกร็งได้อีกด้วย

4. กวาดสายตาระยะไกล: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้คุณบำรุงสายตาด้วยการถอยห่างออกจากจอคอมพิวเตอร์เท่าที่จะทำได้ และปรับระยะโฟกัสสายตาด้วยตัวเองบ่อยๆ โดยวิธีก็แค่ถอยออกไปอยู่หน้าประตูห้อง หรือมุมไหนของห้องก็ได้ที่จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของห้องกว้างที่สุด แล้วกวาดสายตามองสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในห้องเป็นแนววงกลม อาจจะไล่มองจากทีวี โซฟา โต๊ะทำงาน หน้าต่าง โมบาย หรืออื่น ๆ เป็นต้น แค่นี้ก็เหมือนได้ยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อตาได้เยอะแล้วล่ะ

5. ซิทอัพดวงตา: ในคราวที่รู้สึกปวดตาจนร้อนกระบอกตาผ่าว ให้คุณหลับตาลงแล้วเหลือบตาขึ้น – ลงสักพัก จากนั้นลืมตาขึ้นแล้วกวาดสายตามองผ่านๆ ประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วเริ่มยกใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ให้หลับตาแล้วเหลือบตาไปด้านซ้าย – ขวา ประมาณ 1 นาที จากนั้นลืมตาขึ้น แล้วมองผ่านๆ อีกรอบ เว้นระยะห่างสัก 2 – 3 นาที แล้วเริ่มบริหารตาใหม่อีกครั้ง สามารถทำไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)